หมวด การเมือง » กระทู้ที่ 573800
คิง เพาเวอร์ ตอบคำถามเรื่อง ดิวตี้ฟรี ไม่ใช่ สัมปทานผูกขาด

ดูข้อมูลคนนี้ ส่งข้อความ
jjpan

14/05/2018
01:34:45
171.96.59.179


อีกครั้งที่เจ้าของห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของประเทศลุกขึ้นมาทุบโต๊ะกับกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา ให้รัฐบาลและกระทรวงการคลัง ต้องปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะสินค้าประเภทแบรนด์เนมลงเหลือ 0%

โดยอ้างว่าจะทำให้การท่องเที่ยวไทยคึกคัก เพราะจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมเพิ่มมากขึ้นในยามที่เศรษฐกิจประเทศกำลังถดถอยเช่นที่เป็นอยู่

ข้อเรียกร้องนี้ ยังกล่าวพาดพิงธุรกิจร้านค้าปลอดอากรของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จำกัด ที่มีนายวิชัย ศรีวัฒนประภา เป็นประธาน ด้วยว่าได้ใบอนุญาตสัมปทานมาโดยวิธีพิเศษ ผูกขาดสัมปทาน ร้านค้าปลอดอากรเพียงรายเดียวโดยเฉพาะในสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง

ทำให้เกิดข้อเรียกร้องอื่นๆตามมาอีก เช่น ขอแบ่งพื้นที่สัมปทานให้เจ้าของห้างสรรพสินค้าอื่นๆบ้าง ทั้งนี้ให้รวมถึงร้านค้าปลอดอากรของเกาหลีใต้ หรือไต้หวันที่ถูกดึงเข้ามาร่วมทุนในประเทศไทยด้วย ขณะที่การขออนุญาต ตั้งร้านค้าปลอดอากรเป็นสิ่งที่รัฐบาลเปิดเสรีมานานแล้ว และนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ได้รับการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%อยู่แล้ว หากซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าในประเทศไทยกลับไป

ที่ฟังดูเป็นเรื่องน่าตลกกว่าก็คือ ขอให้เจ้ากระทรวงคมนาคมคนก่อน ซึ่งปัจจุบันเป็นรองนายกฯกำกับดูแลงานของกระทรวงนี้ และท่าอากาศยานต่างๆ เปิดพื้นที่รับสินค้าปลอดอากรเสรีเพื่อให้เจ้าของห้างสรรพสินค้าต่างๆก็ดี ร้านค้าปลอดอากรรายอื่นก็ดี และสาขาร้านค้าปลอดอากรของชาติอื่นก็ดี

มีสิทธิ์ให้ลูกค้าของพวกเขาไปรับสินค้าในพื้นที่ที่ว่านี้ได้ แม้จะรู้ชัดเจนว่า บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) เปิดประมูลสัมปทานร้านค้าปลอดอากรควบคู่เป็นแพ็กเกจเดียวกันไปกับเคาน์เตอร์รับสินค้า (Pickup counter) ก็ตาม

ทีมเศรษฐกิจ ขอสัมภาษณ์พิเศษ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกลุ่มบริษัทในเครือ คิง เพาเวอร์ จำกัด อีกครั้ง หลังมีกระแสข่าวการรุกไล่ให้รัฐบาลลดภาษีนำเข้า และการเปิดฉากโจมตีกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เพื่อขอแบ่งพื้นที่ เมื่อนักท่องเที่ยวจากจีนยกทัพเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเกือบ 8 ล้านคนในปีที่ผ่านมา

ว่าแต่นักท่องเที่ยวทั้งหมดแทบไม่ได้ซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าในประเทศไทยที่แม้จะลงทุนสร้างแข่งกันขึ้นมามากตลอดถนนสายสำคัญๆทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ๆก็ตามที
จุดเริ่มต้น-การเติบโตที่รวดเร็วของ คิง เพาเวอร์

เราเริ่มร้านค้าปลอดอากรเล็กๆในเมืองที่อาคารมหาทุนพลาซ่า มีพนักงาน 100 กว่าคน มียอดจำหน่ายปีละ 100 กว่าล้าน จุดเปลี่ยนจริงๆเริ่มขึ้นเมื่อมีโอกาสเข้าไปประมูลสัมปทานต่างๆภายในท่าอากาศยาน ตอนนั้นก็ยังเป็นดอนเมืองอยู่ เราได้สัมปทานขายสินค้าและของที่ระลึก จากนั้นก็ได้รับสัมปทานประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรในสนามบินดอนเมือง แต่ขณะนั้นแบ่งเป็น 2 ราย

กระทั่งอีกรายทำไม่สำเร็จ ทอท.จึงปรับเปลี่ยนให้ร้านค้าปลอดอากรมีรายเดียวเพื่อมิให้มีข้อแตกต่างด้านสินค้า ราคา และการบริการ เราจึงได้รับการพิจารณา

จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกอย่างก็คือ เราได้รับความกรุณาจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในการเช่าพื้นที่บริเวณถนนรางน้ำ เพื่อพัฒนาเป็นร้านค้าปลอดอากรในเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ มีพื้นที่รวมเกือบ 20,000 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 33 ไร่ เราสร้างอาคารสำนักงาน ร้านอาหาร โรงละครที่นี่

ร้านค้าปลอดอากรที่ถนนรางน้ำเป็นโครงการที่วางแผนรองรับการท่องเที่ยวในอนาคต ที่จะส่งต่อนักท่องเที่ยวจากสนามบินสุวรรณภูมิเข้ามา หลังจากที่ คิง เพาเวอร์ ชนะการประมูลสัมปทานให้เป็นผู้บริหารโครงการเชิงพาณิชย์ทั้งหมดภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งครอบคลุมถึงร้านขายของที่ระลึก ร้านจัดจำหน่ายอาหาร การให้บริการต่างๆ และจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากรซึ่งอยู่ภายใต้โครงการเชิงพาณิชย์ทั้งหมด

?ครั้งนั้นมีผู้เข้าประมูล 5 รายด้วยกัน บริษัทใหญ่หลักๆที่เข้าประมูลก็เช่น กลุ่มเซ็นทรัล และดิวตี้ฟรีจากต่างประเทศ แต่ในที่สุด เราก็ชนะด้วยข้อเสนอด้านเทคนิคและราคาที่ดีกว่า จะเห็นได้ว่าบางโครงการเราได้รับมาจากการเข้าร่วมประมูล และบางโครงการก็จะเกิดขึ้นจากการเสนอตัวเข้ารับอนุญาต ซึ่งก็ทำกันอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด ตั้งแต่ที่ยังไม่มีใครสนใจเรื่องร้านค้าปลอดอากร?

ข้อควรรู้เรื่องร้านค้าปลอดอากร

เมื่อกลับมาเปิดใช้ดอนเมืองอีกครั้ง นายวิชัย กล่าวว่า เขาได้ไปยื่นซองประมูลร้านค้าปลอดอากร และจุดส่งมอบสินค้าที่สนามบินด้วย และต้องยอมรับว่ามีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มเดอะมอลล์ที่จับมือกับกลุ่มชิลล่าดิวตี้ฟรีของเกาหลีใต้ หรือล็อตเต้ ซึ่งมาจากประเทศเดียวกัน แม้กระทั่งกลุ่มสยามฟิวเจอร์ก็จับมือกับล็อตเต้ของเกาหลีเข้าร่วมประมูลร้านค้าปลอดอากรที่ดอนเมืองด้วย

ครั้งนี้เราก็ชนะการประมูลมาด้วยราคาค่าตอบแทนที่สูงกว่าทุกราย และยังสูงกว่ารายที่ 2 คือกลุ่มเซ็นทรัลที่เสนอ 40 กว่าล้านบาทต่อเดือนด้วย ขณะที่เราเสนอกว่า 60 ล้านบาทต่อเดือน เราจึงได้รับคัดเลือก ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การได้มาซึ่งสัญญาหรือสัมปทานต่างๆเราจ่ายเต็มที่ และเสนอสูงกว่ารายอื่นๆ จึงเป็นผลให้เราชนะการประมูล

การชนะประมูลสัมปทานพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ และร้านค้าปลอดอากรในสนามบินสุวรรณภูมิ กับการได้รับอนุญาตเข้าพัฒนาพื้นที่บนถนนรางน้ำจากสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ที่ทำให้เราเติบโตขึ้นตามลำดับ ยอดจำหน่ายจนถึงปีที่ผ่านมาสูงราวปีละ 68,000 ล้านบาท การเติบโตของเราเป็นไปตามการขยายตัวของการท่องเที่ยวที่บูมขึ้นอีกครั้งเมื่อทัพนักท่องเที่ยวจากจีนแห่เข้ามาในประเทศไทย เมื่อจีนเริ่มเปิดประเทศ 4 -5 ปีก่อน และบริษัทได้วางแผนรองรับการเปิดประเทศของจีนไว้นานแล้ว จากการลงทุนบุกเบิกตลาดไว้ล่วงหน้า

เราต้องใช้กำลังคน และเงินทุนไปมากจนมีบุคลากรที่พูดภาษาจีน หรือแม้แต่การออกไปทำตลาดในจีนร่วมกับการท่องเที่ยว หรือหน่วยงานในทุกๆมณฑล ทุกๆเมืองใหญ่ๆ ทั้งเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางเจา ตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถ้าไม่มีตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น รายได้ต่อปีก็อาจไม่ถึงขนาดนี้ ขณะนี้รายได้ที่เราได้รับจากลูกค้าจีนมีมากกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าตลาดจีนไม่เติบโตเหมือนวันนี้ เราคงมีรายได้ปีละแค่ไม่กี่พันล้าน ตลาดจีนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรา การกำหนด Direction ที่ชัดเจน และลงมือสร้างความพร้อมก่อนออกไปบุกตลาด ทำให้เราไม่พลาดเป้าหมาย และไม่ใช่ คิง เพาเวอร์ เท่านั้นที่มีรายรับเพิ่มแต่ยังเกิดรายได้กับทุกธุรกิจบริการอย่างมากด้วย
ถนัด ซื่อสัตย์ สัมพันธ์ที่ดี...ต้องไปด้วยกัน

ความถนัดของเราคือ ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลัก และที่ถนัดจริงๆก็คือทำร้านค้าปลอดอากรที่สั่งสมจากประสบการณ์มาตลอด 26 ปี

การฝึกฝน และลองผิดลองถูก ทำให้เรามีความชำนาญในธุรกิจมากขึ้น ที่สำคัญก็คือ ผู้ผลิต หรือ Supplier ต่างก็ให้ความไว้วางใจเราตลอด 26 ปีที่ทำธุรกิจร่วมกันมา เพราะเราตรงไปตรงมา ไม่เอาสินค้าของ Supplier ไปลักลอบขาย ความเป็นมืออาชีพของเรา ทำให้ Supplier แบรนด์ใหญ่ๆ ยอมให้เอาสินค้าแบรนด์ของเขาเข้ามาจำหน่ายภายในร้านค้าเรา ทั้งนี้เพราะเรามีประวัติที่ดี มี Portfolio ที่ดี หลายๆสิ่งเหล่านี้ ทำให้เราได้รับความร่วมมือจาก Supplier ทุกๆแบรนด์ค่อนข้างมาก เห็นได้จากการที่ร้านค้าของเรามี Brand ใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่ตลอด

ส่วนความสัมพันธ์กับบริษัททัวร์ เราได้ใช้ระยะเวลาที่ผ่านมาทั้งหมดสร้างความสัมพันธ์อันดีกับบริษัททัวร์ โดยเฉพาะตลาดจีนที่ต่างก็ให้การสนับสนุนและอนุเคราะห์เราเต็มที่ ?ในมุมของภาครัฐ ผมยืนยันว่า เราทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน เราชำระค่าสัมปทาน และผลตอบแทนให้รัฐครบทุกบาททุกสตางค์ตามกติกา และสัญญาที่มี?

นายวิชัย ตอกย้ำว่า การที่จะทำให้หน่วยงานรัฐไว้วางใจ ต้องมีความซื่อสัตย์ และทำทุกอย่างตามกฎกติกา ข้อตกลง ข้อสัญญา รวมทั้งต้องทุ่มเททำงานทุกอย่างให้รัฐได้รับประโยชน์สูงสุด พร้อมกับรักษาภาพลักษณ์อันดีของหน่วยงานรัฐที่เป็นผู้ให้ใบอนุญาตด้วย

?การได้รับความไว้วางใจจากรัฐสำคัญกับอนาคตของเรามากเกินกว่าที่จะคิดไปหลอกลวง หรือโกหกรัฐ มันไม่คุ้มกับการที่จะเอาอนาคตที่ยังหวังที่จะทำงาน และได้รับโอกาสจากรัฐมาเสี่ยง?

เรื่องการยุ่งเกี่ยวกับรัฐ หรือสัมปทานรัฐ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะสนามบินเป็นของรัฐ และจะจัดตั้งร้านค้าทัณฑ์บนก็ต้องขอใบอนุญาตจากรัฐอยู่ดี ก็เหมือนเปิดห้างสรรพสินค้านั่นแหละ อย่างไรเสียก็ต้องขอใบอนุญาตจากรัฐอยู่ดี

คิง เพาเวอร์ จ่ายค่าสัมปทานแก่รัฐไปแล้วเท่าไหร่?

ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา เราจ่ายค่าตอบแทนให้หน่วยงานรัฐต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บมจ. ทอท.การท่องเที่ยวฯ หรือกรมศุลกากร สิริรวมกว่า 59,000 ล้านบาท และจ่ายภาษีอื่นๆที่เกี่ยวข้องกันไปกว่า 18,000 ล้านบาท รวมกว่า 78,000 ล้านบาท จากยอดจำหน่ายกว่า 400,000 ล้านบาท และกว่า 80% เป็นยอดจำหน่ายให้คนต่างชาติ นั่นย่อมหมายถึงบริษัทมีส่วนในการนำเงินตราเข้าประเทศไทยแล้วกว่า 300,000 ล้านบาท

นี่ยังไม่นับมูลค่ารวมที่เราทำการตลาดเพื่อเรียกคนจีนให้เข้ามาใช้เงินในประเทศไทยหลายแสนล้านบาทต่อปีด้วย จริงๆตัวเลขนี้น่าจะตอบชัดว่า รัฐได้อะไรจาก คิง เพาเวอร์บ้าง?!

มีคนถามว่าเอาหลักการอะไรมาคำนวณผลตอบแทนให้รัฐในการประมูล ผมตอบว่ามาจาก 2 สิ่งด้วยกันคือ 1.คำนวณจากการคาดการณ์เรื่องการตลาดในมุมมองของเราล้วนๆ สำหรับคนอื่นอาจมีความเสี่ยงมาก ถ้าไม่ใช่อย่างที่เราคิด หรือเกิดการผันผวนของตลาดโลก โยงกับการเมืองในประเทศ เราก็เจ๊ง!!

2.สิ่งที่รัฐยื่นข้อเสนอให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลา จำนวนพื้นที่ และเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ อาทิ จุดส่งมอบสินค้า (Pickup Counter) ทุกอย่างล้วนมีผลต่อการคำนวณรายรับ เพื่อคิดผลตอบแทนคืนกลับภาครัฐทั้งสิ้น

?เรื่องพวกนี้ผมไม่ได้จับมือรัฐบาลไทยเซ็นนะครับ รัฐบาลคิดข้อเสนอขึ้นมาเอง เพื่อเรียกเอกชนมารับเงื่อนไขยื่นซองประมูล แต่มาวันนี้จุดส่งมอบสินค้าที่สนามบินกลายเป็นประเด็นว่าผมผูกขาด จะให้เอาคืน ผมถามจริงๆนะครับ ถ้าเป็นรายอื่นได้ไป เขาจะคืนไหมครับ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของหลักการกับเงื่อนไขการจ่ายเงินให้รัฐ ถ้าผมบอกว่าปีไหนมีจลาจล ไม่มีนักท่องเที่ยวมา หรือเศรษฐกิจโลกตกต่ำ คนประหยัดค่าใช้จ่าย ผมขอเงินคืนได้ไหมครับ?

ต้องเรียนตามตรงๆว่าทุกอย่างที่เราได้มา มาจากการพิจารณาของหน่วยรัฐไม่ว่าจะโดยการอนุญาต หรือการประมูล ซึ่งเราจะต้องชนะทั้งด้านความรู้ความชำนาญ ประสบการณ์ ข้อเสนอด้านเทคนิคต่างๆ รวมถึงเราต้องเสนอ ค่าตอบแทนให้รัฐสูงกว่ารายอื่นๆ และเมื่อรวมทั้ง 2 ประเด็นนี้แล้ว เรายังต้องมีคะแนนที่รัฐเป็นผู้ประเมินที่สูงกว่ารายอื่นๆด้วย เราจึงจะเป็นผู้ได้รับอนุญาต

โดยส่วนใหญ่แล้วสัมปทานที่ได้มา เป็นการชนะที่ราคาค่าตอบแทนที่เสนอ ยกตัวอย่างการประมูลร้านค้าปลอดอากร และจุดส่งมอบสินค้าที่ดอนเมือง ที่มีทั้งกลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ รวมถึง ชิลล่า และล็อตเต้ จากเกาหลี และอีกหลายกลุ่มทั้งในและต่างประเทศเข้าประมูลด้วย แต่ที่สุดที่เราชนะ ก็ชนะกันที่ค่าตอบแทน เพราะว่าทุกรายที่เข้าเสนอตัว ผ่านคุณสมบัติทางเทคนิค ก่อนจะมาแข่งขันกันที่ราคาค่าตอบแทน

การชนะกันที่ตัวเลขค่าตอบแทนที่สูงกว่า ไม่ใช่การผูกขาดอย่างที่ใครต่อใครกล่าวหา!!

ถามว่ารัฐได้ประโยชน์คุ้มค่าจากการประมูลหรือไม่ ตัวอย่างการประมูลร้านค้าปลอดอากรที่ดอนเมืองทำให้ ทอท. ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่ารายที่ 2 ถึงกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน นั่นย่อมหมายถึง ทอท. ได้รับค่าตอบแทนที่สูงสุด และสูงกว่าที่รายอื่นเสนอ อย่างนี้ย่อมเรียกว่า รัฐได้ประโยชน์สูงสุดจากเราไปใช่ไหมครับ

แต่แปลกก็ตรงที่ส่วนใหญ่คนมองว่า เราได้มาเพราะว่าเรามีคอนเนกชั่น ถ้าเรามีคอนเนกชั่นจริงเราคงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนสูงขนาดนั้น แต่นี่เห็นกันชัดๆว่าตัวเลขที่เสนอสูงกว่ารายอื่น และสูงกว่ามากด้วย

?แน่นอนครับการทำธุรกิจมา 26 ปี จะบอกว่าไม่รู้จักใครเลย มันคงแปลก แต่การรู้จักกันนั้นเอื้อประโยชน์ให้เราหรือไม่ ก็เรียนตามตรงว่า ทุกอย่างมันต้องตรงไปตรงมา และการได้มาซึ่งใบอนุญาตต่างๆก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าดีและเหมาะสมกว่ารายอื่นจริง อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สุวรรณภูมิ ถ้าจำไม่ผิดเราเสนอค่าตอบแทนให้ ทอท. ในปีที่ 1 มากกว่ารายที่ 2 ถึง 200 ล้านบาทต่อปี ทอท. ย่อมได้ค่าตอบแทนที่สูงสุดเช่นกันใช่ไหม?

การกดดันให้รัฐลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% กระทบไหม?

ผลการศึกษาของสถาบันการศึกษา และหน่วยงานต่างๆมากมาย มีทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยรัฐคงต้องไปคิดเรื่องนี้ให้ตกตะกอนก่อนว่ามีผลดีผลเสียเป็นอย่างไร? ผลกระทบคืออะไร? แต่สำหรับผม ผมมองว่าส่งผลกระทบแน่นอน ประเด็นแรก คือ จะทำให้ราคาสินค้านำเข้ากับสินค้าที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่มาจากชาวบ้านหรือ SME พวกนี้ มีข้อแตกต่างด้านราคาน้อยลง

ถ้าเป็นอย่างนี้ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อของนำเข้า หรือซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศก็ต้องพิจารณากันให้รอบคอบ ประเด็นที่สอง มั่นใจไหมว่า พฤติกรรมผู้บริโภคจะไม่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ถึงแม้ในขณะนี้ภาษียังไม่เป็น 0% กลุ่มเหล่านี้ก็มีพฤติกรรมบริโภคการสินค้านำเข้าแบรนด์เนมกันอยู่แล้ว เรากำลังทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เป็นลูกหลานเรา เป็นอนาคต และเสาหลักของชาติ หันมานิยมสินค้าต่างชาติมากขึ้นหรือไม่

ที่สำคัญ คือ เรากำลังทำให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่สนับสนุนสินค้าไทย แต่ไปสนับสนุนสินค้าต่างประเทศหรือไม่ประการใด?

การเป็นรัฐบาล สามารถจะออกมาตรการอะไรก็ได้ ขออย่างเดียวอย่ากระทบ ชาวบ้าน อย่าไปทำร้ายอุตสาหกรรมในประเทศ และอย่าไปทำให้พฤติกรรมการบริโภคในประเทศเปลี่ยนไป จริงๆแล้วช่องทางสำหรับผู้บริโภคที่ต้อง การบริโภคสินค้านำเข้าโดยไม่ต้องเสียภาษีมีอยู่แล้ว คือ ร้านค้าปลอดอากร แต่ผู้บริโภคจะได้รับสิทธิก็ต่อเมื่อเป็นผู้เดินทาง หรือท่องเที่ยวระหว่างประเทศเท่านั้น

การจะเป็นผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าประเภทไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าก็มีอยู่แล้ว คือ การเป็นผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากร แต่คุณต้องยอมที่จะจ่ายค่าตอบแทนให้รัฐเพื่อแลกกับมันมา ทุกวันนี้อย่างที่สนามบินสุวรรณภูมิ เราจ่ายค่าตอบแทนให้รัฐ 18% ของยอดขาย และจะปรับเป็น 20% ใน 2 ปีข้างหน้า

ค่าตอบแทนนี้ จ่ายออนท็อป (On Top) บนอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย ถ้าขายนาฬิกาได้ ต้องจ่ายค่าตอบแทนรัฐ 18%+ภาษีนำเข้า 5% แต่ถ้าเป็นพวกกระเป๋าแบรนด์เนม ต้องจ่าย 18% บนอัตราภาษีนำเข้า 30%

หากเปรียบเทียบค่าตอบแทนดังกล่าวจากต้นทุนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์? ในทางกลับกันยกตัวอย่างภาษีนำเข้านาฬิกาที่ต้องจ่ายเพียง 5% จากต้นทุน แค่นี้ก็แตกต่างกันมหาศาลแล้ว ต่อให้รวม VAT 7% เข้าไปก็ยังไม่ถึง 18% จากยอดขายที่เราจ่ายให้รัฐเลย ดังนั้นหากอยากเป็นผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ผมแนะนำให้ไปเปิดร้านค้าปลอดอากร ไปร่วมประมูล และไปจ่ายค่าตอบแทนให้รัฐตามกฎกติกาที่ตั้งไว้ และตรงนี้ก็จะไม่เป็นการทำลายธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือ SME ภายในประเทศ

รวมถึงไม่เป็นการทำลายภาคผลิตโดยเฉพาะเครื่องหนัง เสื้อผ้า ไม่เป็นการทำลายพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะผู้มีสิทธิซื้อเป็นตลาดของผู้เดินทางเท่านั้น ต่างกับการจะลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ซึ่งใครที่อยู่ภายในประเทศก็จะซื้อหาได้อย่างสะดวก กระทบต่อคนทั้งประเทศ และผู้ผลิต สินค้าไทยที่หวังจำหน่ายสินค้าภายในประเทศทุกๆราย

ถ้าลดภาษีนำเข้าแบรนด์เนมแล้ว นักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นไหม?

ยังไม่มีข้อพิสูจน์หรอกครับว่า การลดภาษีนำเข้าเป็น 0% จะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่ประการใด โดยพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาส่วนใหญ่อยากมาเที่ยวประเทศไทยเพราะมีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งธรรมชาติ มีวัฒนธรรม โบราณสถานต่างๆ ที่สวยงาม มีอาหารการกินที่เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก มีคนในชาติที่เป็นมิตรรักการให้บริการ

เขามาเที่ยวเมืองไทยเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นหลักมากกว่า การจับจ่ายสินค้าถือเป็นเรื่องรองยิ่งเป็นการจับจ่ายสินค้านำเข้าแล้ว ไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจมาเมืองไทยแน่นอน ดังนั้นความเห็นที่ว่า หากลดภาษีนำเข้า 0% แล้วจะจูงใจนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น ต้องพิจารณาให้รอบคอบ แต่ที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ หากภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 0% แล้ว ก็เหมือนอย่างที่บอกไปแล้วคือ ข้อแตกต่างระหว่างราคาสินค้าที่นำเข้า กับสินค้าที่ผลิต และจำหน่ายในประเทศจะลดน้อยลงทันที อันนี้พิสูจน์ได้เลย เพราะมันเป็นคณิตศาสตร์ และสิ่งที่จะตามมาก็คือ พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยจะเปลี่ยนไปนิยมสินค้านำเข้ามากขึ้น ?ผมทำสำรวจว่าคนไทยไปญี่ปุ่นเพราะอะไรมาแล้วครับ คำตอบคือ 1.เพราะไม่ต้องทำวีซ่า 2.อยากไปเห็นบ้านเมืองวัฒนธรรมญี่ปุ่น 3.ไป ซื้อสินค้าญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร ผมตอบได้เลยว่า ญี่ปุ่นใช้เวลาและงบประมาณกับการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แตกต่าง ทำให้ทั้งคนญี่ปุ่นเองและนักท่องเที่ยวไปซื้อของท้องถิ่น สร้างเงินเข้าประเทศมากมาย ไม่ใช่มัวแต่คิดนโยบายที่ทำให้เงินไหลออก?

ถามต่อไปทำไมไปเกาหลี คำตอบเดียวกัน ไม่ต้องมีวีซ่า ไปทำไมกัน ไปดูโรงถ่ายหนัง อยากเห็นบ้านเมือง วัฒนธรรม ถ้าผู้บริหารด้านนี้ของประเทศ นำคำตอบพวกนี้มาเป็นแนวคิดเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศไทยเราดีไหมครับ เพราะเรามีดีกว่าใครๆในเอเชีย ทั้งวัฒนธรรม อาหาร สินค้าท้องถิ่น โบราณสถาน

ผมเห็นว่า ยังต้องมีข้อพิจารณาอีกมากมายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า นโยบายนี้จะทำร้ายเราคนไทยกันเองหรือไม่ ประการใด

อีกอย่างที่ผมขอให้ข้อมูลในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจดิวตี้ฟรีมายาวนานที่สุดในประเทศไทยที่หลายท่านคงไม่ทราบ คือ ในธุรกิจแบรนด์เนมนั้น บริษัทแม่จะแบ่งแยกแผนกดิวตี้ฟรีออกมาโดยเฉพาะ และดำเนินกลยุทธ์เหมือนกันทุกแบรนด์คือ สร้างความแตกต่างเรื่องราคา ให้ราคาร้านค้าทั่วไปสูงกว่าราคาสินค้าที่สนามบิน เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อต่อกลุ่มผู้บริโภค

นักเดินทางมักซื้อของเพราะใช้สิทธิซื้อของที่ราคาต่ำกว่า ทั้งที่ความเป็นจริง เขาอาจยังไม่จำเป็นต้องซื้อก็ได้ นี่คือหลักการที่ทำยอดขายให้สูงขึ้นของบริษัทใหญ่ ดังนั้นบริษัทแบรนด์ชั้นสูงคงไม่เห็นด้วยกับนโยบายปรับราคาและการทำธุรกิจของแบรนด์ใหญ่ระดับโลก การปรับกลยุทธ์ไม่ใช่เรื่องที่บ้านเราคิดกันเอง ถ้าเราลดภาษีนำเข้า เขาไม่ลดราคาลงแน่ และส่วนต่างที่เกิดขึ้นเขาก็คงยิ้มรับไป เพราะเขาย่อมมีรายได้เพิ่มขึ้น

ผมว่าเราหากลยุทธ์ที่พึ่งพาตัวเองกันดีกว่าไหมครับ นโยบายที่ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยภาค SME ไม่เดือดร้อน คิดแบบนั้นไม่ดีกว่าหรือครับ?! อะไรที่เป็นอุปสรรคให้นักท่องเที่ยวเข้ามาไม่มากเท่าที่ควร ก็ลดลงดีไหม หรือทำให้เขาได้รับความสะดวกจากการเดินทางเข้าประเทศไทยมากขึ้น อาจเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น และขายของในประเทศได้มากขึ้น

ส่วนที่จะมาขอให้รัฐแบ่งพื้นที่ในสนามบินไปบริหารเชิงพาณิชย์ หรือขอแจมจุดส่งมอบสินค้าด้วย ผมว่าไม่แฟร์กับผมหรอกครับ เพราะผมจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนรัฐเป็นแพ็กเกจอย่างที่บอกไปแล้ว.

เครดิต https://www.thairath.co.th/content/560588
 
แสดงความคิดเห็น
กรุณาล๊อกอินเข้าระบบสมาชิกก่อนค่ะ
ชื่อ ::
E-mail ::
รูป :: ( เฉพาะสมาชิก )
รูปภาพ / วิดีโอ :: ใส่ลิงค์รูปภาพ ใส่วิดีโอ
ไอคอน ::
ข้อความ ::
รหัส :
 
 
 






EMBEDED CODE
 
 
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อแสดงความคิดเห็น

  กด Like Fanpage SiamZa.Com ติดตามข่าวสาร ได้ง่ายๆครับ