หมวด ผู้หญิง » กระทู้ที่ 563764
เมื่อผมตัดสินใจ ลดโหนกแก้มสูง อยากหล่อละมุนแบบโอปป้าเกาหลีครับ

ดูข้อมูลคนนี้ ส่งข้อความ
nonkiko

18/08/2017
16:59:21
159.192.249.111






ก่อนและหลังตัดโหนกแก้มครับ

ผมรู้ว่าเดี๋ยวนี้ใครก็อยากมีหน้าเรียว หน้าวีเชฟ ดูหน้าเล็กๆ เรียวๆ แต่สำหรับผมมันไม่ใช่ การมีโหนกแก้มสูงๆ หน้าแหลมๆ เรียวๆ มันไม่ใช่ทาง มันทำให้หน้าดูเหมือนผู้หญิง ซึ่งผมไม่ชอบมันเลย มันทำให้ผมเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่ค่อยกล้าถ่ายรูป ไม่ค่อยชอบถ่ายรูปด้วย นานๆ ผมถึงจะถ่ายรูปที



หน้าสมัยก่อนครับ เพื่อนถ่ายรูปให้หน้ามันเรียวแหลมเกิน

ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ก็คิดว่าถ้ากินเยอะๆ แล้วอ้วนมากๆ หน้าก็จะบวม แล้วโหนกจะหายไป ช่วงนั้นเอาเป็นว่าว่างเป็นกิน ขยับเป็นโซ้ย ใครให้อะไรมากิน ใครชวนไปกินอะไรก็ไปหมด ไม่ปฎิเสธ กินๆๆๆ สามสี่เดือนได้น้ำหนักก็เด้งมาเกือบ 10 กิโล ช่วงนั้นชอบที่เนื้อเต็มตัวเต็ม ใส่เสื้อผ้าแล้วฟิต ชีวิตแฮปปี้มากกก แต่ปัญหาอยู่ที่หน้ามันยังเห็นโหนกชัดอยู่ดี หน้าก็ยังดูเรียวทั้งๆ ที่อ้วนขึ้นแต่หน้าบวมน้อยมาก ตัดสินใจพึ่งอย่างอื่นไม่ได้ ก็ขอพึ่งศัลยกรรมแล้วกัน



รูปนี้โดนเพื่อนแอบถ่าย น้ำหนักขึ้นมาเยอะแล้วแต่ไม่ค่อยออกหน้าเลยครับ

โชคดีที่มีเพื่อนที่รู้จัก ทำงานเป็นพนักงานของคลินิกศัลยกรรมชื่อมาสเตอร์พีซ คลินิก ค่อนข้างดังอยู่ ถ้าไปสยามก็จะเห็นป้ายใหญ่มากๆ ผ่านไปสยามทีไรก็เห็นคลินิกนี้ทุกที ผมเห็นที่นี่มีรีวิวเยอะ แล้วแต่ละคนที่ทำออกมาก็ดูดีกันซะส่วนใหญ่ เลยถามเพื่อนไปเผื่อเพื่อนช่วยติดต่อให้ได้ ดีที่ตอนที่ผมไปถามเพื่อนที่คลินิกก็บอกว่าเพิ่งมีศัลยกรรมตัวนี้เลย มีคนมาทำไป 2-3 คนก็ดีอยู่นะ แต่ราคาก็หนักหน่อยรับได้มั้ยล่ะ แต่ลองมาปรึกษากับที่นี่ไปก่อนก็ได้ ไม่เสียค่าปรึกษาด้วย ไอ้ผมก็เป็นคนง่ายๆ อะไรก็ได้เลยลองไปปรึกษาดูก่อนครับ



หน้ามาสเตอร์พีซ คลินิกครับ ตรงข้ามเป็นมาบุญครอง

เรื่องนัดคิวผมให้เพื่อนจัดการให้ แต่ถ้าใครจะนัดปรึกษาบ้าง ก็นัดได้หลายช่องทางครับ มีทั้ง Facebook, Line, โทรไปนัดเลยก็ได้ ถึงวันที่ไปปรึกษาเพื่อนคอยดูแลเรื่องการกรอกเอกสารให้เลยครับ นั่งรอไปซักพักก็มีพนักงาน เอาน้ำมาให้ดื่มรอเย็นๆ แต่ก็นั่งรอคิวนานได้เรื่องอยู่ จำได้ว่าผมไปรอตั้งแต่บ่ายโมง เกือบบ่ายสามถึงได้เข้าไปปรึกษา ตอนนั้นหงุดหงิดจนเกือบจะไม่อยู่รอแล้ว แต่เพื่อนคอยทำให้ผมใจเย็นอยู่เรื่อยๆ บอกผมตลอดว่าคุณหมอมีคนมาทำเยอะเลยทำให้เวลาเลื่อน ก็มีขอโทษขอโพยกันไป สำหรับผมยอมรับผิดก็จบ ผมไม่ถือสาเอาความ และอีกอย่างก็เข้าใจว่าคุณหมอคงงานยุ่งจริงๆ ผมว่าคงไม่มีใครอยากให้ลูกค้ารอนานๆ หรอก แต่ก็ทิ้งงานหลวงมาไม่ได้ งานราษฏ์อย่างผมก็ต้องทำใจหน่อย


น้ำดื่มคลินิกครับ

พอได้เข้าไปปรึกษา ผมได้ปรึกษากับคุณหมอสมบูรณ์ (ชื่อจริงว่าคุณหมอสมบูรณ์ ไหวพริบครับ) เพื่อนบอกเป็นคุณหมอฝีมือดีมาก ที่ย้ายมาจากรพ.บํารุงราษฎร์ จากที่ได้คุยคุณหมอก็ประเมินใบหน้าคร่าวๆ ให้ผมก่อน มีสอบถามว่าผมเคยทำอะไรที่ใบหน้ามาบ้างมั้ย ซึ่งผมเคยฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามาก่อน แต่ไม่เยอะครับแค่ 2 CC พอให้ใต้ตาตื้นขึ้น เพราะใต้ตาผมลึกมาก ซึ่งคุณหมอบอกว่าถ้าฉีดแค่นิดหน่อยก็ไม่มีปัญหาต่อการตัดโหนกแก้ม จากที่ประเมินคุณหมอบอกว่ากระดูกที่โหนกแก้มยกตัวค่อนข้างสูงเลยทำให้รูปหน้าดูเป็นสามเหลี่ยม คือปลายคางจะเล็ก และแก้มจะดูตอบครับ ถ้าตัดโหนกออกแล้วเนื้อตรงช่วงโหนกแก้มจะตกลงมาแล้วหน้าจะเป็นตัว U มากขึ้น แต่คุณหมอบอกว่าต้อง X-ray หน้ามาคุยอีกครั้ง เพื่อจะได้ประเมินได้อย่างละเอียดว่าต้องตัดกระดูกส่วนไหนออกได้บ้าง



หน้าคุณหมอสมบรูณ์ครับ

ผมตัดสินใจที่จะตัดโหนกแก้มจากที่นี่เพราะจากที่ผมหาข้อมูลมาโรงพยาบาลที่รับตัดโหนก ทุบโหนกมีน้อยมากครับ ส่วนใหญ่จะนิยมไปเกาหลีกัน ค่าใช้จ่ายเยอะ และผมจะไปอยู่เกาหลีนานมากก็ไม่ได้ เพราะต้องไปทำงานด้วย เลยสะดวกใจที่จะทำในประเทศมากกว่า อีกอย่างที่นี่ผมว่าเดินทางสะดวกครับ อยู่ตรงสยามเลย ผมมาเดินสยามบ่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่ามันสะดวกดี หลังจากปรึกษาเสร็จเรียบร้อย ผมก็ไปที่โรงพยาบาลใกล้ๆ ทำเรื่อง X-ray ใบหน้าผมครับ ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้แล้ว หลังจากที่คอนเฟิร์มและวางเงินมัดจำไป ก็รอไปอีก 9 วัน ผมถึงได้เข้ามาตัดโหนกครับ ก่อนตัดโหนกแก้มต้องไม่กินเหล้า วิตามิน และยาทุกอย่าง ก่อนทำ 7-14 วันเลย แถมก่อนทำ 8 ชั่วโมง ต้องอดน้ำ อดข้าวด้วยครับ เพราะก่อนทำเค้าจะมีวางยาสลบกับวิสัญญีแพทย์ซึ่งเคร่งเรื่องนี้มาก น้ำซักอึกยังกินไม่ได้เลยครับคุณหมอบอกว่ามันอันตรายถ้าเกิดไม่ได้ทำตามที่วิสัญญีแพทย์บอก

พอได้เวลาทำจริงๆ ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ตอนนั้นก็รู้สึกมึนๆ อึนๆ ดีที่พนักงานคอยดูแลอยู่ตลอดจนเข้าห้องผ่าตัด ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อยครับ ก่อนเข้าห้องผ่าตัดก็ต้องไปถ่ายรูปก่อนทำ เปลี่ยนเสื้อผ้าล้างหน้าแปรงฟันด้วย เพราะแผลจะอยู่ด้านใน จากนั้นก็ไปถ่ายรูปก่อนทำและเข้าไปคุยกับคุณหมอสมบูรณ์ครับ คุยครั้งนี้คุณหมอดูฟิล์ม X-ray ด้วย คุณหมอบอกว่ากระดูกโหนกแก้มผมบานออกมาข้างนอก แต่กรามมีขนาดเล็กหน้าก็จะดูบาน ถ้าตัดโหนกแก้มส่วนข้างจมูกออกแล้วดึงเข้ามา หน้าก็ดูนุ่มนวลขึ้น และแก้มจะตกลงทำให้หน้าดูเต็มแก้มก็จะไม่ตอบด้วยครับ



คุณหมอวาดให้ดูครับว่าจะตัดกระดูกส่วนไหนออกบ้าง ของผมเอาออกไม่เยอะครับ เป็นชิ้นเล็กๆ

คุยเสร็จก็ได้เข้าห้องผ่าตัด ก็ได้เจอกับคุณหมอที่เป็นวิสัญญีแพทย์ตัวจริง คุณหมอก็ถามคำถามเยอะอยู่ครับจำได้คร่าวๆ คุณหมอถามประมาณว่า กินข้าวเมื่ออไหร่ นอนกี่โมง แพ้อะไรมั้ย ทำนองนี้ครับ พอตอบเสร็จคุณหมอก็ให้นอนที่เตียง แล้วก็ให้ผมทำใจสบายๆ ผมก็นอนหลับตารอแล้วก็หลับไปเลยจริงๆ



ถ่ายรูปกับคุณหมอสมบูรณ์ก่อนเข้าไปตัดโหนกครับ

รู้สึกตัวอีกครั้งก็มีผ้าพันเต็มหน้าไปหมด แถมโดนย้ายมาอยู่อีกห้องแล้วมีพยาบาลนั่งเฝ้าอยู่ตลอด ตอนนั้นเหมือนพยาบาลถามอะไรซักอย่าง แต่ผมยังง่วงมากเลยหลับต่อ รู้สึกตัวอีกรอบพยาบาลก็ยังอยู่เหมือนเดิมพร้อมกับพนักงานที่ดูแลผมด้วย ครั้งนี้พยาบาลก็ถามอาการผมแล้วก็ถามว่าผมกินอาหารไหวมั้ย ถ้าไหวจะเอาข้าวต้มมาให้กิน พอได้ยินว่าข้าวต้มท้องผมก็ร้องขึ้นมาเลย ไม่รู้ว่าพยาบาลได้ยินมั้ย แอบอาย 555



หลังทำเสร็จ ก่อนกลับบ้านครับมีเลือดไหลออกจากจมูกด้วย พยาบาลเลยให้ทิชชู่มาซับ

พอกินข้าวเสร็จพนักงานก็เอาชุดมาให้เปลี่ยน พร้อมยาอีกถุงหนึ่งเยอะมาก พนักงานก็อธิบายว่าต้องกินยาตัวไหนบ้างเสร็จก็เอากระจกมาให้ดู ความรู้สึกตอนนั้นคือหน้าชา เพราะตาผมช้ำแล้วหน้าก็บวมตุ่ย ดูเหมือนไปต่อยกับใครมาเลย ตอนนั้นกลับบ้านแบบรีบๆ รีบขึ้นแท็กซี่ รีบมาหมกตัวที่ห้องไม่อยากให้ใครเห็น กลัวคนอื่นจะกลัวกัน ช่วงนั้นผมลาหยุดไป 6 วันได้ ใช้ลาพักร้อนเอา ช่วงที่หยุดผมก็ซุ่มดูแลตัวเอง กินฟักทองต้ม กินใบบัวบก ทำความสะอาดแผลวันละ 2 รอบ จบด้วยการประคบเย็นวันละชั่วโมง สองชั่วโมงแล้วแต่ที่ผมสะดวก




ครบอาทิตย์แล้วไปหาคุณหมอเสร็จ ก็เข้าไปลุยงานต่อครับ

หยุดครบ 6 วันแล้วถึงวันนี้เข้าไปหาคุณหมอก่อนตอนเช้าแล้วถึงเข้าไปทำงาน ก็ตื่นเต้นอีก กลัวที่ทำงานจะว่าผมคิดผิดที่ไปทำ ว่าผมไปทำออกมาแล้วไม่ดี คิดฟุ้งซ่านมาก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปทำงานครับ ผลตอบรับจากเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ก็เป็นห่วงกันเพราะหน้าผมยังบวมอยู่มาก แต่ก็มีบางคนที่แอบแซว สำหรับผมการที่ไปตัดโหนกแก้มมาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ยังดีที่สมัยนี้คนส่วนใหญ่เข้าใจแล้วว่าการศัลยกรรมเป็นการแก้จุดบกพร่องของร่างกาย และเป็นสิทธิ์ของผมที่อยากจะดูดีขึ้นอยากมั่นใจมากขึ้น ที่ทำงานก็ดูไม่ซีเรียสอะไรครับ


หลังทำ 1 เดือน กล้าถ่ายรูปมากขึ้นครับ แต่หน้ายังไม่หายบวมเท่าไหร่



ก่อนและหลัง รูปตอนไปคุยกับคุณหมอหลังทำครบ 3 เดือนครับ หน้าดูเข้ารูปขึ้นรู้สึกดีขึ้นครับ

สำหรับตอนนั้นผมมั่นใจมากขึ้นกล้าถ่ายรูปกล้าแต่งตัวมากขึ้นแล้ว ถึงตอนนี้จะยังไม่หายบวมดี แต่เป็นก้าวแรกที่ดีสำหรับผมครับ หน้าดูเต็มไม่เล็กไม่ตอบแล้วรู้สึกดีขึ้นมากครับ เคยไปคุยกับคุณหมอหลังทำก็ต้องรอประมาณ 3-6 เดือน ถึงจะหายบวมชัดเจนครับ สำหรับผมตอนนี้ทำมาได้ 3 เดือนแล้ว หน้ายุบลงไปเยอะ แต่หน้าไม่กลับมาตอบแล้วครับ สุดท้ายนี้ขอบคุณที่อ่านรีวิวแชร์ประสบการณ์ของผมจนจบนะครับ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกผมจะมากลับมาอัพเดทให้ดูนะครับ
 
แสดงความคิดเห็น
กรุณาล๊อกอินเข้าระบบสมาชิกก่อนค่ะ
ชื่อ ::
E-mail ::
รูป :: ( เฉพาะสมาชิก )
รูปภาพ / วิดีโอ :: ใส่ลิงค์รูปภาพ ใส่วิดีโอ
ไอคอน ::
ข้อความ ::
รหัส :
 
 
 






EMBEDED CODE
 
 
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อแสดงความคิดเห็น

  กด Like Fanpage SiamZa.Com ติดตามข่าวสาร ได้ง่ายๆครับ